ค้นหาโซลูชันการพิมพ์ 3 มิติ

เลือกทรัพยากรและกลุ่มผลิตภัณฑ์ในสต็อกของเรา

ภาพเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

การแนะนำเรื่องการพิมพ์ 3 มิติ

การพิมพ์ 3 มิติคือกระบวนการผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุเพื่อใช้ในการสร้างชิ้นงาน 3 มิติ เนื้อวัสดุจะถูกนำมารวมเข้าด้วยกันและทำให้แข็งเพื่อสร้างรูปทรงเรขาคณิตได้เกือบทุกแบบ และมักจะนำไปใช้ประกอบแผนการเรียนการสอน ใช้ในหมู่ผู้ชื่นชอบงานอดิเรก ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบและการทดสอบความเป็นไปได้ ตลอดจนการสร้างชิ้นส่วนสำเร็จ มีเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและวัสดุแบบต่างๆ มากมายให้เลือกในท้องตลาดได้ตามการใช้งานและงบประมาณ อย่างไรก็ดีเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ FFF (Fused Filament Fabrication) โดยปกติเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ FFF จะพิมพ์พลาสติก PLA หรือ ABS แต่ด้วยการผสานเทคโนโลยีอื่นๆ ก็จะสามารถพิมพ์งาน 3 มิติเป็นเนื้อเรซิ่น คาร์บอนไฟเบอร์ และโลหะได้ด้วย อย่างไรก็ดีเครื่องพิมพ์ 3 มิติเหล่านี้ไม่ค่อยคุ้มค่าใช้จ่ายนัก

การผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุ (Additive manufacturing) คือกระบวนการสร้างชิ้นงาน 3 มิติด้วยการ “เติม” เนื้อวัสดุเข้าไปเชื่อมต่อกัน ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีการผลิตชิ้นงานแบบดั้งเดิมอื่นๆ ซึ่งจะใช้กระบวนการตัดทอนเอาเนื้อวัสดุออกในการสร้างชิ้นงาน 3 มิติ เช่น การกลึงระบบ CNC การผลิตแบบเพิ่มเนื้อวัสดุทำให้ไม่เกิดการสูญเสียเนื้อวัสดุ ทั้งยังประหยัดเวลาและต้นทุนอีกด้วย

เยี่ยมชม ห้องการพิมพ์ 3 มิติ ของเราในชุมชน element14 เพื่อเข้าร่วมการถ่ายทอดสดการสัมมนาทางเว็บและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยที่สุด


คลิกลิงก์ต่อไปนี้เพื่อนำทางภายในหน้านี้:
แหล่งสนับสนุนด้านการพิมพ์ 3 มิติ - เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ - เทคโนโลยีการสแกน 3 มิติ - วัสดุการพิมพ์ 3 มิติ

ประโยชน์หลักของการพิมพ์ 3 มิติ

1.

ลด
เวลาในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาด

ความสามารถในการสร้างงานออกแบบได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายภายในองค์กรเอง จะช่วยเพิ่มความเร็วในระยะการวิจัยและออกแบบได้อย่างมากในทุกๆ โครงการ

2.

ลด
ต้นทุนการสร้างต้นแบบ

วัสดุเพื่อการพิมพ์ 3 มิติเป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุนในการผลิตชิ้นงานจำนวนมากตามแบบที่คุณออกแบบไว้โดยที่ยังรักษาการควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

3.

ผลิต
ชิ้นส่วนที่ปรับแต่งตามความต้องการ

สร้างงานออกแบบหนึ่งเดียวที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งผู้ผลิตในแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำได้ และเลี่ยงการผลิตครั้งละมากๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง

4.

ความเป็นไปได้
ที่ไร้ขีดจำกัด

การพิมพ์ 3 มิติเป็นวิธีการที่สนุกและยืดหยุ่นในการสร้างงานออกแบบได้อย่างไม่จำกัด เหมาะสำหรับทั้งนักออกแบบมืออาชีพและผู้ผลิต

แหล่งสนับสนุนด้านการพิมพ์ 3 มิติ

โลโก้ Craftbot
โลโก้ Craftbot
โลโก้ Craftbot

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ

FFF / FDM (Fused Filament Fabrication / Fused Deposition Modelling): ใช้เส้นเทอร์โมพลาสติกแบบต่อเนื่องซึ่งถูกป้อนเข้าไปในหัวฉีดด้วยความร้อน วัสดุจะถูกละลายที่อุณหภูมิประมาณ 180 – 200°C (ขึ้นอยู่กับวัสดุ) และถูกอัดผ่านช่องที่หัวพิมพ์ วัสดุจะถูกพิมพ์เป็นชั้นบางๆ (สามารถตั้งค่าความละเอียดของชั้นได้ล่วงหน้า) ให้แต่ละชั้นแข็งตัวหลังจากที่พิมพ์ทับชั้นล่าง หัวพิมพ์และฐานพิมพ์จะถูกย้ายโดยอัตโนมัติเพื่อใช้เป็นรูปทรง 3 มิติอย่างที่ต้องการ เครื่องพิมพ์ FFF 3D วัสดุ 2 แบบ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ด้วยวัสดุ 2 แบบได้พร้อมกัน พิมพ์ส่วนหนึ่งของชิ้นงานด้วยวัสดุค้ำยันที่ละลายได้ (เพื่อสร้างรูปทรงที่ซับซ้อน) หรือพิมพ์ 2 ชิ้นงานได้พร้อมกัน วัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่ PLA, วัสดุผสม PLA, ABS, PETG, TPU, Nylon, PP และพอลิคาร์บอเนต

เครื่องพิมพ์ 3 มิติเรซิ่น B32: เครื่องพิมพ์ 3 มิติเรซิ่นที่ใช้โฟโต้พอลิเมอไรเซชันในที่ที่เรซิ่นสัมผัสถูกแสง ซึ่งทำให้โมเลกุลเกิดการเชื่อมโยงและก่อตัวเป็นพอลิเมอร์ทำให้เกิดเป็นชิ้นงาน 3 มิติ วิธีที่แสงสัมผัสถูกเรซิ่นอาจต่างออกไปขึ้นอยู่กับเครื่องพิมพ์ และสามารถใช้เทคโนโลยี SLA, DLP หรือ DPP เรซิ่นมาในรูปแบบหลายสีและอาจมีลักษณะต่างๆ กัน เช่น ยืดหยุ่น คงตัว หรือความเค้นดึงสูง

  • SLA: เทคโนโลยีนี้ฉายลำแสงเลเซอร์ไปบนพื้นผิวการพิมพ์เพื่อทำให้เรซิ่นแข็งตัว กระบวนการนี้จะแยกย่อยการออกแบบทีละชั้นเป็นจุดและเส้นที่ส่งไปหากัลวานอมิเตอร์ในรูปแบบชุดของพิกัด เทคโนโลยีนี้เหมาะสำหรับการพิมพ์ชิ้นงานขนาดเล็กหลายๆ ชิ้นพร้อมกัน และการพิมพ์ชิ้นงานขนาดใหญ่ที่มีรายละเอียด

  • DLP: ใช้เครื่องฉายดิจิตอลเพื่อฉายภาพของแต่ละชั้นเป็นระยะสั้นๆ ตลอดทั้งแพลตฟอร์มพร้อมกัน เนื่องจากเครื่องฉายเป็นแบบดิจิตอล ภาพของแต่ละชั้นจะประกอบด้วยพิกเซลสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำให้แต่ละชั้นก่อตัวขึ้นจากบริคสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก เทคโนโลยีนี้เหมาะสำหรับชิ้นงานขนาดเล็กความละเอียดสูงและซับซ้อน และสำหรับพิมพ์ชิ้นงานขนาดใหญ่ที่มีรายละเอียดน้อย

  • DPP: ใช้เรซิ่นที่มีความไวต่อแสงแดดและจอ LCD ที่วางไว้ใต้ถังเรซิ่นเพื่อฉายพิกเซลแสง (ไม่ใช่แสง UV) ลงบนเรซิ่นเพื่อทำให้แข็งตัว

    กลับไปด้านบนของหน้า

เทคโนโลยีการสแกน 3 มิติ

การสแกน 3 มิติคือกระบวนการวิเคราะห์ชิ้นงานเพื่อเก็บข้อมูลทางเรขาคณิตและรูปร่างของชิ้นงาน (ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้สแกน) จากนั้นข้อมูลที่สแกนจะส่งไปยังซอฟต์แวร์ CAD 3 มิติเพื่อทำการแก้ไขหรือปรับขนาด แล้วส่งไปยังเครื่องพิมพ์ 3 มิติ การสแกน 3 มิติเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างแบบจำลองของชิ้นงาน 3 มิติที่มีอยู่ โดยเฉพาะถ้าชิ้นงานนี้เป็นชิ้นส่วนสำเร็จที่ปรับแต่งตามความต้องการของผู้ใช้ และผู้ใช้กำหนดให้ลอกแบบเหมือนจริงโดยไม่ผลิตแบบคราวละมากๆ สแกนเนอร์ 3 มิติอาจเป็นแบบตั้งโต๊ะหรือแบบพกพาก็ได้ สแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะทั่วไปจะมีแท่นหมุนที่หมุนชิ้นงานได้ 360 องศาเพื่อทำการสแกนให้ครบสมบูรณ์ สำหรับสแกนเนอร์แบบพกพา ผู้ใช้ต้องสแกนชิ้นงานเองด้วยมือจนกระทั่งสแกนเนอร์เก็บข้อมูลจากการสแกนได้เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างวัตถุ 3 มิติ

กลับไปด้านบนของหน้า

วัสดุสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ

PLA (Polylactic Acid): เทอร์โมพลาสติกที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ทำจากทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ (เช่น แป้งข้าวโพด) PLA เป็นวัสดุสำหรับงานพิมพ์ 3 มิติที่นิยมกันมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ชื่นชอบงานอดิเรก เทอร์โมพลาสติกที่คงตัวนี้เชื่อว่าเป็นวัสดุที่ทำการพิมพ์ได้ง่าย และพิมพ์ได้อย่างคงเส้นคงวาด้วยหัวฉีดเครื่องพิมพ์ 3 มิติระบบ FFF แม้ว่าจะย่อยสลายได้ตามธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่วัสดุประเภทนี้ก็ไม่จัดเป็นวัสดุเกรดอุตสาหกรรมเนื่องจากมีธรรมชาติที่เปราะ และจะแตกละเอียดเมื่อผู้ใช้ขันสกรูหรือเจาะรูลงไป PLA ไม่ต้องทำพื้นผิวที่พิมพ์ให้ร้อน
เลือกซื้อ PLA

วัสดุผสม PLA: ประกอบด้วย PLA และวัสดุผสม (เช่น ไม้ หรือทองเหลือง) เพื่อให้มีลักษณะของวัสดุผสมดังกล่าว เนื่องจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบตั้งโต๊ะทั่วไปจะไม่สามารถพิมพ์โลหะและไม้ได้ เนื้อ PLA ในวัสดุผสม PLA คิดเป็นประมาณ 70% และอีก 30% เป็นวัสดุผสม วัสดุผสมเช่นนี้อาจมีลักษณะขรุขระและไม่มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเหมือน PLA นอกจากนี้วัสดุผสม PLA ยังไม่มีคุณสมบัติเชิงกลหรือคุณสมบัติการนำไฟฟ้าเหมือนวัสดุผสมปกติ (ตัวอย่างเช่น เส้น PLA ผสมเหล็กกล้าจะไม่นำไฟฟ้าหรือความร้อนเหมือนเหล็กกล้า)
เลือกซื้อวัสดุผสม PLA

ABS (Acrylonitrile Butadiene Styrene): วัสดุที่แข็งแรงทนทานเหมาะอย่างยิ่งสำหรับชิ้นส่วนที่พิมพ์ออกมาที่จะต้องสัมผัสกับอุณหภูมิสูง วัสดุประเภทนี้มีความเปราะน้อยกว่า PLA และสามารถเคลือบผิวด้วยการอาบ Acetone เพื่อให้ได้ลักษณะมันวาว ABS นั้นเสี่ยงต่อการบิดงอระหว่างทำการพิมพ์ อีกทั้งในการพิมพ์ก็ยังต้องใช้ฐานพิมพ์ที่ร้อน ABS คือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมันปิโตรเลียม และต่างจาก PLA คือไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ABS ยังก่อให้เกิดไอพิษระหว่างทำการพิมพ์อีกด้วยซึ่งจะรบกวนผู้ใช้ จึงแนะนำอย่างยิ่งให้มีการครอบปิดและแยกออกมา วัสดุประเภทนี้ไม่ปลอดภัยต่ออาหาร
เลือกซื้อ ABS

PETG (polyethylene terephthalate glycol): วัสดุทนทานและแข็งแกร่งสูง ออกแบบเพื่อการพิมพ์ชิ้นงานที่แข็งแรงและทนต่อการกระแทก PETG นั้นต่างจาก ABS ตรงที่เกิดการบิดงอได้น้อย และเป็นวัสดุที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพิมพ์ขนาดที่ใหญ่ขึ้น PETG ยังไม่ก่อให้เกิดไอแบบเดียวกับ ABS ด้วย จึงไม่จำเป็นต้องใช้การครอบปิด วัสดุประเภทนี้มีความปลอดภัยต่ออาหารและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ด้วย ข้อเสียของ PETG คือ วัสดุนี้อาจอ่อนตัวลงจากแสง UV แต่การโดนความร้อนสูงเกินไปก็อาจทำให้ PETG เปราะ
เลือกซื้อ PETG

TPU / TPE (Thermoplastic Polyurethane): เทอร์โมพลาสติกที่ยืดหยุ่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพิมพ์ชิ้นงานทั่วไป เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ วัสดุประเภทนี้มีเนื้อเป็นยาง และความแข็งแกร่งมีหลายระดับขึ้นอยู่กับแบรนด์และส่วนผสมของวัตถุดิบที่ใช้ TPU / TPE นั้นทนทานต่อสารเคมี น้ำมัน และตัวทำละลายต่างๆ อีกทั้งยังทนต่อการขีดข่วน จึงเป็นวัสดุที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับชิ้นส่วนสำเร็จ
เลือกซื้อ TPU/TPE

วัสดุอื่นๆ สำหรับการพิมพ์ 3 มิติได้แก่: HIPS, Nylon, Polycarbonate และ PVA
เลือกซื้อวัสดุอื่นๆ สำหรับการพิมพ์ 3 มิติ


กลับไปด้านบนของหน้า